พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถือเป็นรากฐานสำคัญในการวางหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำทางปกครองของรัฐ.
บทความนี้ได้รวบรวมแนวข้อสอบปรนัยแบบ กขคง ที่ครอบคลุมสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ผู้สนใจและผู้เตรียมตัวสอบได้ทบทวนความรู้ความเข้าใจในหลักการและบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง.
ส่วนที่ 1: ความรู้ทั่วไปและหลักการสำคัญ
คำชี้แจง: จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
-
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีวัตถุประสงค์หลักตามข้อใด?
ก. เพื่อให้การดำเนินคดีแพ่งและอาญาของรัฐเป็นไปโดยรวดเร็ว
ข. เพื่อวางหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินงานทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ค. เพื่อจำกัดอำนาจศาลในการพิจารณาคดีปกครอง
ง. เพื่อส่งเสริมการออกกฎหมายลำดับรองให้มากขึ้น
เฉลย: ข. เพื่อวางหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินงานทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เหตุผล: พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนสำหรับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพในการรักษาประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน.
-
ข้อใด ไม่ใช่ หลักการสำคัญในการพิจารณาทางปกครองตาม พ.ร.บ. นี้?
ก. หลักการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่
ข. หลักการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเป็นกลาง
ค. หลักการรักษาความลับของทางราชการเป็นสำคัญที่สุด
ง. หลักการรับฟังผู้ถูกกระทบสิทธิ
เฉลย: ค. หลักการรักษาความลับของทางราชการเป็นสำคัญที่สุด
เหตุผล: หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย หลักการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่, หลักความเป็นกลาง, หลักความเรียบง่าย รวดเร็ว และถูกต้อง, หลักการพิจารณาแบบไต่สวน, หลักการรับฟังคู่กรณี, หลักการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น, และหลักการให้เหตุผลของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นธรรมมากกว่าการรักษาความลับเป็นสำคัญที่สุด.
-
“วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่าอย่างไรตาม พ.ร.บ. นี้?
ก. การออกกฎระเบียบของกระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น
ข. การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
ค. การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี
ง. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง
เฉลย: ข. การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
เหตุผล: มาตรา 5 ของพระราชบัญญัติฯ ได้ให้ความหมายของ “วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” ไว้อย่างชัดเจน.
-
ตาม พ.ร.บ. นี้ “เจ้าหน้าที่” หมายถึงบุคคลประเภทใด?
ก. เฉพาะข้าราชการพลเรือนเท่านั้น
ข. เฉพาะพนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น
ค. บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม
ง. คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา
เฉลย: ค. บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม
เหตุผล: นิยามของ “เจ้าหน้าที่” ตามมาตรา 5 ครอบคลุมผู้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในวงกว้าง.
-
ข้อใดที่ ไม่ ต้องนำ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้บังคับ?
ก. การพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร
ข. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
ค. การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
ง. การออกคำสั่งให้ชำระภาษี
เฉลย: ข. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
เหตุผล: มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฯ ได้กำหนดข้อยกเว้นที่ไม่ให้นำบทบัญญัติมาใช้บังคับ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี.
ส่วนที่ 2: การพิจารณาทางปกครองและคำสั่งทางปกครอง
-
“คำสั่งทางปกครอง” ตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ รวมถึงข้อใด?
ก. การอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ข. การอนุมัติโครงการของรัฐ
ค. การออกกฎกระทรวง
ง. การวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
เฉลย: ค. การออกกฎกระทรวง
เหตุผล: “คำสั่งทางปกครอง” คือการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสิทธิหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะราย แต่ไม่รวมถึงการออกกฎ ซึ่งมีผลบังคับเป็นการทั่วไป.
-
ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองเป็นคำสั่งด้วยวาจา ผู้รับคำสั่งมีสิทธิร้องขอให้เจ้าหน้าที่ยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือได้ภายในกี่วันนับแต่วันที่มีคำสั่ง?
ก. 3 วัน
ข. 7 วัน
ค. 15 วัน
ง. 30 วัน
เฉลย: ข. 7 วัน
เหตุผล: มาตรา 35 กำหนดให้ผู้รับคำสั่งด้วยวาจาซึ่งร้องขอโดยมีเหตุอันสมควรภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งต้องยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือ.
-
หากคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ได้ระบุวัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่ง จะมีผลเป็นอย่างไร?
ก. คำสั่งนั้นเป็นโมฆะทันที
ข. คำสั่งนั้นไม่สมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม
ค. คำสั่งนั้นสมบูรณ์แต่ไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการระบุวัน เดือน ปี
ง. ถือว่าคำสั่งนั้นใช้บังคับได้ตามปกติ
เฉลย: ข. คำสั่งนั้นไม่สมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม
เหตุผล: มาตรา 36 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุวัน เดือน และปีที่ออกคำสั่ง การไม่ระบุทำให้คำสั่งไม่สมบูรณ์ในรูปแบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นโมฆะทันทีก็ตาม.
-
คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจง หรือป้องกันสิทธิของตนได้ ยกเว้น เอกสารใด?
ก. รายงานการประชุมคณะกรรมการ
ข. เอกสารอันเป็นต้นร่างความเห็นหรือคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่
ค. บันทึกถ้อยคำของพยาน
ง. ใบสมัครหรือคำขอที่ยื่นไว้
เฉลย: ข. เอกสารอันเป็นต้นร่างความเห็นหรือคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่
เหตุผล: มาตรา 31 วรรคสอง ระบุว่า ถ้ายังไม่ได้ทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คู่กรณีไม่มีสิทธิขอตรวจดูเอกสารอันเป็นต้นร่างความเห็นหรือคำวินิจฉัย.
-
การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองจะต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งภายในระยะเวลาใด?
ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ค. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ง. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
เฉลย: ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
เหตุผล: ตามมาตรา 44 การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองให้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง หากไม่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการสอบราชการโดยทั่วไปมักใช้ 30 วัน หากไม่ระบุเฉพาะ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในบางกรณี. ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการอุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไม่ได้ระบุระยะเวลาอุทธรณ์ไว้โดยตรง แต่จะอ้างอิงตามกฎหมายเฉพาะหรือหลักการทั่วไปของกฎหมายปกครอง เช่น การฟ้องคดีปกครอง.
ส่วนที่ 3: คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและการบังคับทางปกครอง
-
สำนักงานใดทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง?
ก. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ค. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ง. สำนักงานศาลปกครอง
เฉลย: ข. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เหตุผล: มาตรา 10 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง.
-
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ตามข้อใด?
ก. วินิจฉัยชี้ขาดคดีปกครองแทนศาลปกครอง
ข. สอดส่องดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
ค. ออกพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงโดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี
ง. มีอำนาจบังคับใช้คำสั่งทางปกครองแทนเจ้าหน้าที่
เฉลย: ข. สอดส่องดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
เหตุผล: มาตรา 11 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ซึ่งรวมถึงการสอดส่องดูแลและให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่.
-
ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจที่จะทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คำสั่งทางปกครองที่ออกมาจะมีผลเป็นอย่างไร?
ก. คำสั่งนั้นสมบูรณ์แต่เจ้าหน้าที่อาจถูกลงโทษทางวินัย
ข. คำสั่งนั้นไม่สมบูรณ์ แต่อาจได้รับการเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
ค. คำสั่งนั้นเป็นโมฆะ
ง. คำสั่งนั้นเป็นโมฆียะที่สามารถบอกล้างได้
เฉลย: ค. คำสั่งนั้นเป็นโมฆะ
เหตุผล: การที่เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงที่ทำให้คำสั่งทางปกครองเป็นโมฆะตามหลักกฎหมายปกครอง.
-
การบังคับทางปกครองตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ ใช้บังคับกับกรณีใด?
ก. การบังคับให้ชำระค่าปรับทางปกครอง
ข. การบังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น
ค. การบังคับให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต
ง. การบังคับให้ผู้ฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครองกระทำการหรือละเว้นกระทำการ
เฉลย: ข. การบังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น
เหตุผล: หมวด 2/1 ของ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 มาตรา 63/1 กำหนดว่าการบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น.
-
ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำการหรือละเว้นกระทำ เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทน โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละเท่าใดต่อปีของค่าใช้จ่าย?
ก. ร้อยละสิบห้า
ข. ร้อยละยี่สิบ
ค. ร้อยละยี่สิบห้า
ง. ร้อยละสามสิบ
เฉลย: ค. ร้อยละยี่สิบห้า
เหตุผล: ในกรณีการบังคับทางปกครอง เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแทน.
หวังว่าแนวข้อสอบเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทบทวนความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และช่วยให้ผู้เตรียมตัวสอบมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น.







